พลังกีฬาโลก ก้าวข้ามเหยียดผิว

พลังกีฬาโลก ก้าวข้ามเหยียดผิว

การเหยียดสีผิวและการเหยียดเชื้อชาติ เกิด มาเนิ่นนานหลายร้อยปีก่อนหน้านี้ เรียกได้ว่าเป็นรากฝังลึกลงไปในจิตใจของมนุษย์บางกลุ่ม หรือเรียกว่าคนผิวขาวที่ชอบแสดงออกต่อการเหยียดผิวคนที่ผิวสีอื่นๆ โดยแสดงให้เห็นว่าคนที่ผิวขาวยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้ ทั้งๆที่ไม่ว่าจะเป็นผิวดำหรือผิวขาวก็ต่างเกิดมาเป็นมนุษย์บนโลกใบนี้เหมือนกัน

กระแสของการต่อต้านการเหยียดผิวได้กลับมาร้อนระอุอีกครั้งหลังจากที่ จอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวสีวัย 46 ปี เสียชีวิตเมื่อวันจันทร์ที่ 25 พ.ค. เนื่องจากถูกดีเร็ก เชาวิน เจ้าหน้าที่ตำรวจผิวขาวจากเมืองมินนิอาโปลิส ใช้เข่ากดลงไปที่คอนาน
8-9 นาที จนขาดอากาศหายใจและเสียชีวิตในที่สุด

ทำให้เกิดการประท้วงทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับ “จอร์จ ฟลอยด์” ไม่ใช่เพียงสหรัฐฯเท่านั้น กระแสต่อต้านการเหยียดผิวนั้นปะทุไปทั่วทั้งโลก เพื่อที่จะแสดงออกให้เห็นว่าจะผิวสีขาวหรือผิวสีดำ จะชนชาติไหนในโลกใบนี้ก็มีสิทธิ์เท่าเทียมกัน และไม่ควรใช้การตัดสินแบบ 2 มาตรฐาน

ในวงการกีฬาก็ถือว่าเป็นอีกวงการหนึ่งที่ค่อนข้างชัดเจนว่ามีการเหยียดผิวอย่างต่อเนื่องและบ่อยครั้ง แม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังมีเหตุการณ์เกิดขึ้นเรื่อยๆ และไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยลง

โดยเฉพาะในวงการฟุตบอลที่ในปัจจุบันยังมีการเหยียดผิวกันอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นแฟนบอลล้อเลียนเชื้อชาติของนักเตะ หรือแม้กระทั่งนักเตะก็เหยียดเชื้อชาติและสีผิวกันเองก็มีเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นหลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าทีมชาติอุรุกวัยของลิเวอร์พูล เคยพูดคำว่า “นิโกร” ใส่ ปาทริซ เอวรา แบ็กซ้ายชาวฝรั่งเศสของแมนฯ ยูไนเต็ด ในศึกแดงเดือด ปี 2011, แฟนบอลโรมาตะโกนด่าเควิน ปรินซ์บัวเต็ง นักเตะเอซี มิลาน ว่า “เผาคนดำ ให้หมด”

หรือแม้กระทั่ง มาริโอ บาโลเตลลี กองหน้าทีมชาติอิตาลี เคยโดนแฟนบอลดิฌงล้อเลียนเสียง “อุ อุ อุ” เลียนแบบเสียงลิง สมัยค้าแข้งอยู่กับนีซ เช่นเดียวกับราฮีม สเตอร์ลิง ปีกทีมชาติอังกฤษของแมนฯ ซิตี้ ก็เคยโดนแฟนบอลเชลซี เหยียดผิว นอกจากนั้น กองกลางวัย 25 ปี ยังโดนแฟนบอล มอนเตเนโกรและบัลแกเรียแสดงกิริยาในการเหยียดผิวตอนรับใช้ “สิงโตคำราม”

นอกจากฟุตบอลแล้ว กีฬาอื่นๆก็โดนเหยียดผิวด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะวงการเทนนิส เซเรนา วิลเลียมส์ อดีตนักเทนนิสมือ 1 ของโลก เจ้าของแชมป์แกรนด์สแลม 23 สมัย เธอก็เคยโดนเหยียดผิวเช่นเดียวกับ “คิง เจมส์” เลบรอน เจมส์ ซุปเปอร์สตาร์บาสเกตบอลชื่อดังชาวมะกันก็ยังไม่รอดจากการเหยียดผิวเช่นกัน

แม้กระทั่งกีฬาโอลิมปิกเกมส์ก็ยังมีการเหยียดเชื้อชาติและสีผิวในโอลิมปิกเกมส์ 1936 จัดขึ้นที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ซึ่งตอนนี้มี อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เป็นผู้นำ ซึ่งใครๆก็รู้ว่าฮิตเลอร์เป็นคนที่เกลียดยิว และเป็นคนที่คิดว่าคนขาวย่อมเหนือกว่าคนดำเสมอ แถมยังเชื่อว่าคนฝ่ายตนเหนือกว่าคนทุกชาติ

แต่สุดท้ายก็เป็นเจสซี โอเวนส์ นักกรีฑาผิวสี ของสหรัฐฯ สามารถคว้า 4 เหรียญทองมาครองได้จากวิ่ง 100 ม. กระโดดไกล, วิ่ง 200 ม. และ วิ่งผลัด 40×100 เรียกว่าตบหน้าของฮิตเลอร์แบบเต็มๆ จนมีรายงานว่าเจ้าตัวโมโหและไม่พอใจเป็นอย่างมาก ที่คนผิวสีสามารถชนะนาซีเยอรมันไปได้

ซึ่งแม้โอเวนส์จะเป็นฮีโร่ของชาวอเมริกัน แต่ก็ไม่ได้รับการยกย่องเท่าที่ควร เพราะตอนนั้นก็มีเหตุการณ์ต่อต้านผิวสีในสหรัฐฯอยู่เช่นกัน ใครที่เห็นดีเห็นงามด้วยกับชัยชนะของคนผิวสีก็จะมองว่าเป็นเรื่องแปลก

เช่นเดียวกับเซอร์ โม ฟาราห์ นักวิ่งชื่อดังของอังกฤษ เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก 4 สมัย ยังเคยโดนการเหยียดสีผิวในสหรัฐอเมริกา หลังจากเจ้าตัวเสร็จสิ้นภารกิจคว้า 2 เหรียญทองวิ่ง 5,000 เมตร และ 10,000 เมตร ในโอลิมปิกเกมส์ปี 2016 ที่บราซิล กำลังมุ่งหน้ากลับบ้านพัก แต่ถูกพนักงานของสายการบิลเดลต้า แอร์ไลน์ ไล่ออกจากแถวเนื่องจากเป็นคนผิวสี

และที่จะพูดถึงไม่ได้ก็คือกรณีของโคลิน แคเพอร์นิก อดีตควอเตอร์แบ็กซานฟรานซิสโก โฟร์ตีไนเนอร์ส ที่ออกมาเรียกร้องสิทธิให้กับคนผิวสีควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน ด้วยการคุกเข่าหนึ่งข้างในการเปิดเพลงชาติสหรัฐอเมริกา เพื่อแสดงจุดยืนเพื่อให้คนผิวสีได้รับความยุติธรรม

จนโดนโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ออกมาตำหนิอย่างรุนแรง ทำให้เจ้าตัวต้องตกงานตั้งแต่ปี 2016 จนบัดนี้ผ่านมา 4 ปีแล้ว แคเพอร์นิกยังไม่สามารถหาทีมใหม่ลงเล่นได้เลย ทั้งๆที่เขาก็เป็นควอเตอร์แบ็กที่มีฝีมือพอตัวคนหนึ่งในวงการอเมริกันฟุตบอล

สำหรับวงการเอ็นเอฟแอล แม้ว่าจะไม่มีการเหยียดผิวให้เห็นอย่างชัดเจน แต่การเลือกปฏิบัติหรือความเท่าเทียมกันของนักกีฬาผิวขาวกับผิวสีนั้นค่อนข้างต่างกันชัดเจน ล่าสุด โรเจอร์ กูเดล คอมมิชชัน–เนอร์ลีกเอ็นเอฟแอล ยอมรับว่าคิดผิดที่ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้เล่นเอ็นเอฟแอลก่อนหน้านี้ที่ออกมาเรียกร้องเรื่องดังกล่าว ซึ่งก็น่าจะหมายถึงโคลิน แคเพอร์นิก

ซึ่งการจากไปของ “จอร์จ ฟลอยด์” นั้นเหมือนเป็นการปลุกเรื่องการเหยียดผิวให้กลับมาสำคัญอีกครั้งบนโลกใบนี้

บรรดานักกีฬาต่างๆมากมาย เกือบทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นเลบรอน เจมส์ ซุปเปอร์สตาร์ชื่อดัง แห่งวงการบาสเอ็นบีเอ พร้อมเพื่อนร่วมทีมแอลเอ เลเกอร์ส, จาดอน ซานโช, มาร์คัส แรชฟอร์ด, ราฮีม สเตอร์ลิง 3 ผู้เล่นทีมชาติอังกฤษ, สตีเฟน เคอร์รี นักบาสจากทีมโกลเดน สเตต วอร์ริเออร์ส, สตีเวน เจอร์ราร์ด กุนซือเรนเจอร์ส, ไมเคิล จอร์แดน ตำนานนักบาสเอ็นบีเอ, นาโอมิ โอซากะ อดีตแชมป์เทนนิสยูเอส โอเพ่น, โคโค กอฟฟ์ นักหวดดาวรุ่งชาวสหรัฐฯ ต่างก็ออกมาต่อต้านการเหยียดผิว

เช่นเดียวกับสโมสรฟุตบอลต่างๆ อาทิ ลีดส์ ยูไนเต็ด, อาร์เซนอล, เลสเตอร์ ซิตี้, อาแจกซ์ อัมเตอร์สดัม ก็เปลี่ยนโปรไฟล์เป็นสีดำเพื่อร่วมกิจกรรมดังกล่าว หรือแม้กระทั่ง “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล บรรดานักเตะทุกคนก็แสดงออกด้วยการคุกเข่าข้างเดียวเพื่อต่อต้านการเหยียดผิวด้วยเช่นกัน ขณะที่ไมเคิล จอร์แดน ตำนานนักบาสเอ็นบีเอ ก็บริจาคเงิน 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 3,200 ล้านบาท) เพื่อเข้ามูลนิธิเพื่อนำไปใช้ในการต่อต้านเหยียดสีผิว

นอกจากบรรดานักกีฬาชื่อดังที่กล่าวมาก็มีนักกีฬาจากวงการต่างๆทั่วโลกหลายพันคนร่วมต่อต้านการเหยียดสีผิวในครั้งนี้อีกด้วย

เช่นเดียวกับองค์กรกีฬาระดับโลกอย่างสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) และคณะกรรมการโอลิมปิก สากล (ไอโอซี) ก็ออกมารับลูกต้านการเหยียดผิวอีกครั้ง

เพื่อต้องการให้เสียงของพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งในการต่อต้านการเหยียดผิวและหวังลึกๆ เหตุการณ์แบบนี้จะยุติลงอย่างถาวรและก้าวข้ามการเหยียดผิวไปด้วยกัน.

Related Posts