อายุมากตาแห้ง ผบ.ทบ.ปัดร้องไห้

อายุมากตาแห้ง ผบ.ทบ.ปัดร้องไห้

คนส.โดดหนุนนักศึกษา เตือนมหา’ลัย-อย่าสกัด โพลลุ้นคนนอก หน.ศก.

คนส.แถลงการณ์หนุนพลังคนรุ่นใหม่ ตื่นตัวการเมืองอย่างที่ไม่เคยปรากฏ เตือนผู้บริหารโรงเรียน-มหาลัย อย่าเตะสกัด จวก จนท.รัฐจ้องขัดขวาง-ข่มขู่-คุกคาม-ยัดข้อหา พร้อมตั้งศูนย์ช่วยเหลือทางคดี ม็อบยังดาวกระจายทั่วประเทศ “คนคอนไม่ทน” ร่วมไล่รัฐบาล “เสรีพิศุทธ์” ฉะ “บิ๊กแดง” อย่าเผือกมายุ่งการเมือง ทำหน้าที่รั้วของชาติไป “เจ๊หน่อย” ติงนายกฯ-ผบ.ตร.อย่าเพิ่มรอยร้าว “เทพไท” หนุนรับข้อเรียกร้อง นศ.เร่งแก้ รธน. “หนู” โปรยยาหอมพร้อมดันตั้ง สสร. “กรณ์” เชียร์ “Gen Me” สนใจการเมือง “บิ๊กแดง” โอด “น้ำตาคลอ” เพราะแก่ เซ็งสื่อตีข่าวแต่ด้านลบ “มนัญญา” มั่นใจเก้าอี้ยังเหนียวใน ครม.โพลหนุนคนนอกนั่ง หน.ทีม ศก. ใจหายวาบคนเลิกหนุน “ลุงตู่” มากขึ้น

หลังกลุ่มเยาวชนนักเรียน นิสิต นักศึกษา ออกมาแสดงพลังจุดแฟลชม็อบทั่วประเทศ ถึงขั้น พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ต้องออกมาปรามน้ำตาคลออย่าจาบจ้วงสถาบัน ล่าสุดกลุ่มเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) ออกแถลงการณ์สนับสนุนพลังเยาวชน พร้อมตั้งศูนย์ช่วยเหลือหากถูกดำเนินคดี

คนส.ออกโรงหนุนพลังเยาวชน

เมื่อวันที่ 25 ก.ค. เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) นำโดยนายอนุสรณ์ อุณโณ อดีตคณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกแถลงการณ์ “สนับสนุนการชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน” ใจความระบุว่า การชุมนุมทางการเมืองกำลังขยายตัว อย่างกว้างขวาง ผู้เข้าร่วมมีทั้งนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนกลุ่มต่างๆ สถานที่จัดการชุมนุมมีทั้งสถานศึกษา พื้นที่สาธารณะ และบริเวณที่มีความสำคัญทางการเมือง รูปแบบการชุมนุมมีความหลากหลาย เป็นการตื่นตัวทางการเมืองของคนในประเทศที่กระจายไปทุกกลุ่ม ทุกเพศสภาพ และทุกช่วงวัยอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เนื่องจากต่างมีความตระหนักร่วมกันในปัญหาที่ประเทศกำลังประสบอยู่ภายใต้รัฐบาลชุดปัจจุบัน ขณะเดียวกันมีความพยายามหยุดยั้งการชุมนุมทั้งการอ้างข้อกฎหมาย การออกประกาศไม่อนุญาตให้จัดกิจกรรมในมหาวิทยาลัยและโรงเรียน หรือการกดดันผู้บริหารสถานศึกษาให้หยุดยั้งการเคลื่อนไหวของนักเรียน นักศึกษา และข่มขู่คุกคามตั้งข้อหาผู้จัดกิจกรรม

เตือนรัฐอย่าขัดขวาง–ยัดข้อหา

แถลงการณ์ระบุอีกว่า คนส.เห็นว่าการชุมนุมเป็นสิทธิและเสรีภาพของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย จึงขอแสดงจุดยืนดังนี้ 1.เจ้าหน้าที่รัฐต้องไม่ขัดขวางการชุมนุมที่เกิดขึ้นโดยสงบและปราศจากอาวุธไม่ว่าจะด้วยการอ้างข้อกฎหมาย โดยเฉพาะ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือการใช้กำลังซึ่งหน้า รวมไปถึงการข่มขู่คุกคามในลักษณะต่างๆ ทั้งที่ผ่านผู้บริหารสถานศึกษาและต่อตัวนักเรียน นักศึกษา อาจารย์ ประชาชนผู้เข้าร่วม ละเว้นการข่มขู่ต่อนักเรียนที่ยังอยู่ในระดับมัธยมศึกษา ทั้งที่กระทำต่อนักเรียนโดยตรง หรือกดดันผ่านผู้ปกครอง หรือสถานศึกษา 2.ผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีความกล้าหาญทางจริยธรรม ทำให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการแสดงออก โดยต้องไม่ขัดขวาง ข่มขู่ คุกคาม รวมถึงเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้พื้นที่จัดกิจกรรมทางการเมือง 3.เจ้าหน้าที่รัฐต้องไม่ตั้งข้อหานักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนที่ชุมนุม และต้องยุติการดำเนินคดีที่มีก่อนหน้า 4.พ่อแม่ผู้ปกครอง พึงส่งเสริมการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และยืนหยัดคุ้มครองและปกป้องเด็ก

พร้อมตั้งศูนย์ช่วยเหลือทางคดี

แถลงการณ์ระบุทิ้งท้ายว่า คนส.พร้อมสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือนักเรียน นิสิต นักศึกษา อาจารย์ รวมทั้งประชาชนที่ประสบกับการขัดขวาง ข่มขู่ คุกคาม ดำเนินคดี ทั้งสนับสนุนทางวิชาการ ประสานงานเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย และการประกันตัว ตลอดจนการสร้างเครือข่ายให้ความช่วยเหลือในขั้นตอนต่างๆ หากต้องถูกดำเนินคดีการเมือง เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่เป็นธรรมด้วยกัน

“เสรีพิศุทธ์” ฉะ ผบ.ทบ.อย่าเผือก

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวว่า การต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินของรัฐบาลออกไปอีก 1 เดือน ชัดเจนว่าเป็นความพยายามกระชับอำนาจ ขณะนี้มีการชุมนุมของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ขยายตัวไปทั่วประเทศ ส่วนตัวมองว่าการชุมนุมไม่ถือว่าเกินกว่าเหตุ อยู่ภายใต้สิทธิที่กฎหมายกำหนด ส่วนกรณี พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ยกทฤษฎีสมคบคิดตั้งเป็นข้อสังเกตการเคลื่อนไหวของนักเรียนนักศึกษานั้น “ขอบอกว่าอย่าเผือกยุ่งการเมือง ทหารเป็นรั้วของประเทศ ควรทำหน้าที่ป้องกันประเทศ ไปทำหน้าที่ตัวเองให้ดี ทหารอย่าเผือกทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องตัวเอง ขอให้รีบๆ เกษียณไป ถ้าผมมีอำนาจคงไล่ ผบ.ทบ.ไปแล้ว” เมื่อถามว่าฝ่ายความมั่นคงสั่งจับตาการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาเป็นพิเศษ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ตอบว่า เด็กจะไปมีอะไร มีแต่ความบริสุทธิ์ใจ เด็กมากันมากขนาดนี้เขายังไม่ฟัง คงต้องให้มามากกว่านี้ในสภามีเสียงข้างมากไปแล้ว ข้างนอกก็ยังไม่รับฟังเสียงนักศึกษาอีก

“เจ๊หน่อย” ติงอย่าเพิ่มรอยร้าว

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับฟังความคิดเห็นของเด็ก ท่านเป็นผู้ใหญ่ควรใช้ทั้งหลักนิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ควบคู่กัน เน้นความเมตตา ควรไปรับฟังปัญหาด้วยตนเอง เพราะข้อเรียกร้องชัดเจนว่าเรียกร้องอะไร และเรียกร้องไปถึงใคร ไม่ควรถ่วง
เวลาด้วยการโยนให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมารับฟังความเห็น หรือหาช่องทางเอาผิด ต้องทำให้ได้อย่างที่พูดหากอยากให้เกิดความสงบสันติจริง ป้องกันเหตุการลุกลามบานปลายยกระดับเป็นการชุมนุมใหญ่ ส่วนกรณีมีเจ้าหน้าที่ตำรวจไปติดตามคุกคามนักศึกษานั้น เป็นการสร้างรอยร้าวเพิ่มขึ้น ฝากไปถึงนายกฯ และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ดูแลให้เกิดความสงบเรียบร้อย ไม่อยากให้เพิ่มรอยร้าวมากยิ่งขึ้น

“เทพไท” หนุนรับข้อเรียกร้อง นศ.

นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ญัตติทั้ง 6 ฉบับ ที่ รอการพิจารณาของสภาฯเพื่อรับฟังปัญหานักเรียน นิสิต นักศึกษา แนวทางหรือวิธีการอาจแตกต่างกัน ตนไม่ขัดข้องว่าสภาฯจะมีมติออกมาแบบไหน จะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ หรือจะนำส่งคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง หรือส่งให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือส่งให้รัฐบาลโดยตรงก็ได้ เพราะแค่นำปัญหาการชุมนุมของนักศึกษาเข้าสู่การอภิปรายในที่ประชุมสภาฯก็เป็นการนำปัญหาทั้งหมดให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้รับรู้แล้ว การจะให้ใครเป็นผู้รับผิดชอบแก้ไขปัญหาเป็นเพียงพิธีกรรมเท่านั้น เพราะผู้ที่รับผิดชอบโดยตรงคือรัฐบาล ขณะนี้การชุมนุมของนักศึกษากำลังลุกลามขยายพื้นที่ไปสู่ภูมิภาคในหลายจังหวัด กำลังขยายผลลงไปถึงโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาแล้ว จึงเสนอให้รัฐบาลให้ความสำคัญและติดตามการชุมนุมอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลามไปมากกว่านี้

จี้นายกฯเร่งแก้รัฐธรรมนูญ

นายเทพไทกล่าวว่า นายกฯควรรับข้อเรียกร้องประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเอาไว้ก่อน เพราะเป็นปัญหาใหญ่ เป็นหัวใจของการชุมนุมที่สังคมให้การสนับสนุน และยังสอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลด้วย ไม่ควรโยนเรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่ของสภาฯ เพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลมสกัดไม่ให้สถานการณ์การชุมนุมขยายตัวลุกลามไปมากกว่านี้ นายกฯควรถอดชนวนความขัดแย้งด้วยตัวเอง โดยประกาศให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสียเองก็อาจทำให้สถานการณ์คลี่คลายลงไปได้ ส่วนที่พรรคฝ่ายค้านบอยคอตไม่เข้าร่วมเป็นกรรมาธิการวิสามัญเพื่อรับฟังความเห็นของนักศึกษา ถือเป็นสิทธิ แต่เพื่อให้ครบองค์ประกอบต้องแต่งตั้งกรรมาธิการเพิ่มเติมจากพรรคร่วมรัฐบาลทดแทนในสัดส่วนของพรรคฝ่ายค้านที่หายไป

“หนู” โปรยยาหอมพร้อมแก้ รธน.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เมื่อนักศึกษาออกมาชุมนุมแล้วก็ต้องดูแลตัวเอง ขอให้ชุมนุมสงบอย่ารุนแรง รัฐบาลพร้อมรับฟังโดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่พร้อมรับฟังความรู้สึกและเจตนารมณ์ของทุกฝ่าย เมื่อถามว่าข้อเรียกร้องหลายเรื่องมีความเป็นไปได้หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า หลายเรื่องนำมาพิจารณาได้ เช่น การแก้รัฐธรรมนูญ พรรคภูมิใจไทยพร้อมแก้ไขแต่ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มีการทำประชามติ ถ้าทุกคนเห็นด้วยก็ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ควรเป็นไปตามขั้นตอนตามกระบวนการประชาธิปไตย แต่ไม่เห็นด้วยหากจะให้ยุบสภาโดยไม่แก้รัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

“กรณ์” เชียร์ “Gen Me” สนใจการเมือง

นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า กล่าวว่า คนรุ่นใหม่ถูกมองว่าเป็น Generation Me มาตลอด เป็นคำพูดที่มีความบูลลี่ดูถูกว่าพวกเขาสนใจแต่ตัวเอง จริงๆแล้วไม่ใช่เลย พวกเขาตื่นตัวกับทุกเรื่องที่สร้างผลกระทบกับชีวิตพวกเขา พอพวกเขาแสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ได้สนใจแต่ตัวเอง แต่ยังสนใจการเมืองด้วย เป็นเรื่องที่ดี เพราะพวกเขาหวังจะเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทางที่ดีขึ้น มองว่าเป็นสิทธิที่ทำได้แต่ต้องอยู่ใน กรอบของกฎหมาย เพราะกฎหมายคือสิ่งที่บัญญัติขึ้นเพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข ไม่ใช่กฎของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง บางครั้งผู้ใหญ่อย่างเราคิดว่าเรารู้ทุกเรื่อง แล้วมองว่าสิ่งที่พวกเขาแสดงออกนั้นผิดไปหมด บางทีเราอาจผิดพลาดก็ได้ ลองหันมาพูดคุยรับฟังกัน เชื่อว่ามีทางออกในทุกเรื่องอยู่แล้ว อย่างที่พรรคกล้าทำ เราเสนออีก 1 ทางออก คือ มาเปลี่ยนประเทศในแบบสร้างสรรค์กัน

“บิ๊กแดง” โอด “น้ำตาคลอ” เพราะแก่

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกองทัพบกว่า หลังจากสื่อลงข่าวพาดหัว “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. น้ำตาคลอเตือน นศ.อย่าจาบจ้วงสถาบันฯ พร้อมลงภาพโฟกัสไปที่ตา โดยสื่อบางสำนักระบุว่า “บิ๊กแดงน้ำตาริน” คนใกล้ชิด พล.อ.อภิรัชต์เปิดเผยว่า พล.อ.อภิรัชต์ไม่สบายใจที่สื่อไปพาดหัวข่าวแบบนั้น อาจเพราะคิดในเชิงลบ การที่มีน้ำตาคลอนั้นเป็นเรื่องปกติของคนอายุมาก บางครั้งตาแห้งจนต้องหยอดน้ำตาเทียม หรือบางครั้งนั่งเฉยๆน้ำตายังไหลออกมาเอง พล.อ.อภิรัชต์ไม่ได้ร้องไห้ เพราะไม่มีสาเหตุ หรือสถานการณ์อะไรที่จะต้องร้องไห้ แต่น้ำตาคลอเพราะอายุมากแล้ว อีกหน่อยให้นักข่าวแก่อายุ 60 บ้าง จะรู้ว่าจะมีปัญหาเรื่องตาแบบนี้เหมือนกัน ทั้งนี้ พล.อ.อภิรัชต์ถึงกับปรารภกับคนใกล้ชิดว่า “อีกไม่กี่วันก็ไม่ต้องเจอกับเรื่องแบบนี้แล้ว เกษียณแล้ว”

“คนคอนไม่ทน” โห่ไล่เผด็จการ

ที่บริเวณสนามหน้าเมืองนครศรีธรรมราช กลุ่มผู้ชุมนุมในนาม “คนคอนไม่ทน” ประกอบด้วยกลุ่มเด็กและเยาวชนจากสถาบันอุดมศึกษา และโรงเรียนมัธยมในพื้นที่ นัดกันแต่งชุดดำมาร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาล พร้อมชูป้ายโจมตีการบริหารงานที่ผ่านมา และเรียกร้องให้ยุบสภาฯ หยุดคุกคามประชาชน ให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ขณะที่มีตะโกนด่าและโห่ขับไล่รัฐบาลเผด็จการ และผู้ชุมนุมบางส่วนยังตะโกนด่าทอตำรวจที่เข้าไปตรวจสอบนักเรียนมัธยมต้นแห่งหนึ่ง ที่โพสต์เฟซบุ๊กเชิญชวนให้มาร่วมกิจกรรมดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าเป็นการคุกคามเด็ก ขณะที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบหลายสิบนายเฝ้าสังเกตการณ์อยู่รอบบริเวณ

“คนเจียงฮายก่ายคนง่าว”

เวลา 18.00 น. ที่หอนาฬิกากลางเมืองเชียงราย มีนักศึกษาสาวรายหนึ่ง ระบุว่าชื่อ น.ส.น้องแซน เป็นชาว อ.พาน แต่ไม่แจ้งสถาบัน ยืนถือโทรโข่งเป็นแกนนำประกาศเรียกนักศึกษาร่วมกันแต่งชุดดำ พร้อมถือป้ายออกมาชุมนุมกลางถนน จากการสอบถามแกนนำระบุว่า ไม่ได้คาดหวังว่าการออกมาเรียกร้องครั้งนี้จะเกิดผลหรือไม่อย่างไร แต่เราหมดความอดทนตามสโลแกนที่ว่า “คนเจียงฮายก่ายคนง่าว บ่เอาคนหลายใจ” จากนั้นได้นำรถบรรทุก 6 ล้อเล็ก ตั้งวงดนตรีบรรเลงให้กลุ่มผู้ชุมนุมนั่งฟังอยู่กลางถนน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมือง และชุดสืบสวนบก.ภ.จ.เชียงราย นำโดย พ.ต.อ.มานพ เสนากูล รอง ผบก.ภ.จ.เชียงราย มาคอยสังเกตการณ์

“เยาวชนสมุทรปราการจะไม่ทน”

ขณะที่บริเวณลานหน้าหอชมเมือง อ.เมือง สมุทรปราการ มีการชุมนุมของนักเรียน นักศึกษา ประชาชน ในนาม “สมุทรปราการจะไม่ทน” ร่วมเรียกร้องให้รัฐบาลโดยการนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ลาออกและยุบสภา คืนอำนาจให้กับประชาชน โดยมีนักเรียน นักศึกษา ผลัดเปลี่ยนขึ้นปราศรัยบนรถเครื่องขยายเสียงพร้อมกับชูป้ายข้อความโจมตีการทำงานของรัฐบาล เรียกร้องให้ยุบสภาเพื่อจัดเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว นอกจากนี้ ยังเปิดให้ผู้ร่วมชุมนุมเขียนแสดงความคิดเห็นบนแผ่นกระดาษ ในสิ่งที่อยากเห็นประเทศไทยเปลี่ยนไปในทิศทางใด ต่อมานายภาณุพงศ์ จาดนอก แกนนำนักเคลื่อนไหวทางสังคมเยาวชนตะวันออกเพื่อประชาธิปไตย เดินทางมาร่วมปราศรัย พร้อมกับกล่าวโจมตีรัฐบาลที่บริหารประเทศล้มเหลว ก่อนที่ทั้งหมดจะร่วมกันชูสามนิ้วแสดงเชิงสัญลักษณ์ ท่ามกลางการดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ

เด็กเมืองกาญจน์ขอปลดแอก

ที่บริเวณศาลาขุนแผน ถนนหลักเมือง เทศบาลเมืองกาญจนบุรี กลุ่มเยาวชนนักเรียน นักศึกษาประมาณ 100 คน เป็นกลุ่มนักเรียนมัธยมต้นและมัธยมปลาย กับนักศึกษามหาวิทยาลัยที่มีภูมิลำเนาใน จ.กาญจนบุรี รวมกลุ่มถือป้ายขับไล่รัฐบาล โดยเยาวชนกลุ่มกาญจน์ปลดแอกเปิดเผยว่า พวกเราเป็นเยาวชนชาวกาญจนบุรีมาร่วมแสดงสิทธิ์ไม่เห็นด้วยกับการบริหาราชการของรัฐบาล ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาหลายอย่างให้กับประเทศชาติและประชาชนให้มีความสุข เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาและจัดการเลือกตั้งภายใต้กติกาที่เป็นธรรม ไม่ใช่ให้ ส.ว.เลือกรัฐบาล เพื่อเปิดโอกาสให้คนดีคนมีความสามารถเข้ามาแก้ปัญหา การชุมนุมในครั้งนี้เป็นการแสดงสิทธิ์ว่าคนเมืองกาญจน์พร้อมที่จะมีส่วนร่วมขับไล่รัฐบาลนี้เหมือนกับประชาชนทุกจังหวัดทั่วประเทศ ต่อมากลุ่มผู้ชุมนุมได้ร่วมร้องเพลงชาติและชู 3 นิ้ว ก่อนตะโกนว่า “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” 3 ครั้ง จากนั้นพากันเดินเท้าไปที่พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่บริเวณด้านหลังประตูเมืองโบราณ กลุ่มเยาวชนได้ทำการกราบคารวะและทำกิจกรรมชูป้ายแสดงเจตนารมณ์และตะโกนขับไล่รัฐบาลอีกครั้ง ก่อนแยกย้าย

“ม็อบไม่มุ้งมิ้งแต่ตุ้งติ้งค่ะ”

ช่วงเย็นวันเดียวกันที่หน้าร้านแมคโดนัลด์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลุ่ม “เสรีเทยพลัส” นำโดย น.ส.ศุกรียา วรรณายุวัฒน์ นิสิตปี 3 คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ และนายสิรภพ อัตโตหิ นิสิตปี 4 คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ นัดหมายเยาวชนที่เห็นต่างกับรัฐบาลชุมนุมขับไล่รัฐบาล ใช้ชื่อว่า “ม็อบไม่มุ้งมิ้งแต่ตุ้งติ้งค่ะคุณรัฐบาล” มีการจัดตั้งเวทีขนาดเล็กพร้อมเครื่องเสียงบริเวณฟุตปาทฝั่งตรงข้ามอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ขณะที่ตำรวจนำแผงเหล็กกั้นไม่ให้ลงไปบริเวณผิวจราจร บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคักของกลุ่มเพศทางเลือกที่มาพร้อมการแต่งกายแฟนซี ทั้งชายเป็นหญิงและหญิงเป็นชาย มีธงสีรุ้งเป็นสัญลักษณ์ นอกจากนี้ยังมีวัยรุ่นนักเรียนนักศึกษาจำนวนกว่า 300 คนร่วมฟังการปราศรัย ทางกลุ่ม “เสรีเทยพลัส” ประกาศวัตถุประสงค์ และยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ 1.หยุดคุกคามประชาชน 2.ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 3.ยุบสภา 4.ผลักดันแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อการสมรสเท่าเทียม

“อนุทิน” ฟุ้งผลงานกัญชง–กัญชา

ช่วงเช้าที่อาคารนิมิบุตร สนามกีฬาแห่งชาติ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวเปิดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2563 ว่า เราเป็นพรรคอันดับ 2 ในรัฐบาล และเป็นพรรคอันดับ 3 ในสภาผู้แทนราษฎร ได้รับมอบหมายให้ดูกระทรวงสำคัญหลายกระทรวง พรรคเราไม่เคยพูด พูดไม่เป็น พูดไม่เก่ง ทำงานอย่างเดียว แบบไม่รู้วันรู้คืนเพื่อพี่น้องประชาชน บางนโยบายสำเร็จแล้ว บางนโยบายไปกว่าครึ่งทางแล้ว เราพยายามทลายทุกข้อจำกัดเพื่อการปลูกกัญชาทางการแพทย์ และผ่อนคลายกฎหมายบางข้อให้พี่น้องปลูกกัญชงได้ สถานการณ์การเมืองขณะนี้เราต้องรับฟัง และต้องบริหารสถานการณ์ให้ดีไม่ให้ลุกลามจนกลายเป็นความแตกแยก และเป็นปัญหาของชาติ พรรคภูมิใจไทยฟังข้อเรียกร้องจากเยาวชน และประชาชน ที่เรียกร้องอย่างตรงไปตรงมา ผู้ใหญ่และสมาชิกพรรคทุกคนต้องนำมาพิจารณา หากเรื่องใดทำได้จะดำเนินการทันที

กก.บห.ภท.เหล้าเก่าในขวดเก่า

นายอนุทินยังกล่าวถึงการปรับ ครม.ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยว่า ถ้าจะมีการปรับเปลี่ยนต้องส่งรายชื่อก่อนนายกฯนำขึ้นทูลเกล้าฯ เมื่อถามย้ำว่ารัฐมนตรีในพรรคภูมิใจไทย ยังเป็นคนเดิมใช่หรือไม่ นายอนุทินไม่ตอบ แต่พยักหน้า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในที่ประชุมพรรคภูมิใจ มีมติเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ แต่ปรากฏว่ายังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ คณะกรรมการบริหารพรรคยังคงเป็นชุดเก่า

“มนัญญา” มั่นใจเก้าอี้ยังเหนียว

ด้าน น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า วันนี้คิดว่าประสบความสำเร็จในการทำหน้าที่เป็น รมช.เกษตรฯ ประเมินตัวเองว่าทำงานเต็มที่แล้ว ทำเพื่อประชาชน แม้จะมีคนทักท้วงว่าการเดินหน้าเรื่องแบน 3 สารพิษอาจถูกปรับออกจากตำแหน่ง แต่ยืนยันว่าทำงานด้วยความมั่นใจ ขอย้ำว่ากระแสข่าวโจมตีไม่สามารถหยุดยั้งการ
ทำงานของตนได้ เพราะคนที่ให้ข้อมูลบิดเบือนนั้นมีเจตนาไม่ดี เมื่อถามว่า หัวหน้าพรรคได้ส่งสัญญาณเรื่องการปรับ ครม.หรือไม่ น.ส.มนัญญาตอบว่า หัวหน้าพรรคไม่ได้พูดคุยถึงเรื่องของการปรับ ครม.ในสัดส่วนของพรรค และยังไม่มีใครส่งประวัติเพิ่มเติม ย้ำว่าจะทำงานให้มากขึ้นกว่านี้หลังจากเรียนรู้งานมาแล้ว 1 ปี ต้องติดตามว่าการปรับ ครม.ครั้งนี้ประชาชนพอใจหรือไม่

“กรณ์” ชูแคมเปญ “คน Gen กล้า”

อีกด้านที่โรงแรมเมอร์เคียว นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า พร้อมทีมผู้บริหารพรรคกล้า ร่วมเปิดตัวโครงการ “คน Gen กล้า” นายกรณ์กล่าวว่า เราทำงานกับคนรุ่นใหม่เพื่อสร้างพรรคให้เป็น Platform ของคนทุกวัย ที่ใช้ชื่อ “คน Gen กล้า” เพราะทุกเจเนอเรชันล้วนต้องมีความกล้า คือกล้าที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงประเทศ แต่คนรุ่นใหม่ คือคนที่จะอยู่ต่อไปในโลกใบนี้นานกว่าพวกเรา พรรคกล้าจึงติดอาวุธให้คนรุ่นใหม่เพื่อสร้างสรรค์โลกที่น่าอยู่ คือ 1.ติดอาวุธทางความคิด เพราะเป็นยุคที่ทุกวงการถูกดิสรัปชันเร็วและแรงที่สุด ถ้าความรู้ความสามารถไม่สามารถตามได้ทัน เขาจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง 2.ติดอาวุธการลงมือทำ คนรุ่นใหม่ตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมมากเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะคนรุ่นก่อนได้ทำลายลงไปมาก พวกเราจึงอยากช่วยลงมือสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีโดยเทคโนโลยีขับเคลื่อนให้ทุกวัยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข 3.ติดอาวุธทางจิตใจ คนรุ่นใหม่เป็นวัยทำงานที่หารายได้เข้าประเทศ ขณะที่ผู้สูงอายุจะมากขึ้นเรื่อยๆ การติดอาวุธทั้ง 3 ด้านเป็นอาวุธที่สร้างสรรค์ เป็น DNA ของพรรคกล้า เป็นพลังบวกที่สร้างโลกให้น่าอยู่ได้มากกว่าเดิม

มท.จ่อจ้างงานกว่า 3 หมื่นอัตรา

อีกเรื่อง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้รับอนุมัติจาก ครม. จำนวน 2 โครงการ ภายใต้แผนงานส่งเสริมและกระตุ้นการบริโภคภาคครัวเรือน จาก พ.ร.ก.กู้เงิน ได้แก่ 1.โครงการอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่นดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง วงเงินไม่เกิน 1,080.59 ล้านบาท โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ดำเนินการจ้างงานอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น เป็นเวลา 12 เดือน รวม 15,548 คน อัตราเดือนละ 5,000 บาท จะทำให้เกิดการจ้างงานประชาชนในพื้นที่ เป็นการกระจายรายได้ให้ประชาชน และ 2.โครงการพัฒนาตำบลแบบบูรณาการ วงเงินไม่เกิน 2,701.87 ล้านบาท โดยกรมการปกครอง ดำเนินการจ้างงานจำนวน 12 เดือน 7,255 ตำบล ตำบลละ 2 คน รวม 14,510 คน อัตราเดือนละ 15,000 บาท ทำให้เกิดการกระตุ้นการบริโภคภาคครัวเรือน เกิดการจ้างงานในทุกตำบล อำเภอทั่วประเทศ ทั้งนี้ เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานดำเนินโครงการด้วยความโปร่งใส

โพลหนุนคนนอกนั่ง หน.ทีม ศก.

ขณะที่ศูนย์นิด้าโพล เปิดผลสำรวจความเห็นประชาชน เรื่อง “ทีมเศรษฐกิจ ครม.ใหม่” จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปจำนวน 1,258 ราย ปรากฏว่า เสียงส่วนใหญ่เห็นว่าหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ (รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ) รมว.คลัง รมว.พลังงาน ควรมาจากคนนอกพรรคการเมือง โดยต้องการคนมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจโดยตรง มีความซื่อสัตย์โปร่งใส ไม่หวังผลประโยชน์ อาทิ นายปรีดี ดาวฉาย นายกสมาคมธนาคารไทย นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการ ธปท. นายบุญทักษ์ หวังเจริญ อดีตผู้บริหารธนาคารทหารไทย นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร อดีต รมช.คมนาคม และอดีตผู้บริหาร ปตท. นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ขณะที่นักการเมืองมี อาทิ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ นายอนุชา นาคาศัย นายสุชาติ ชมกลิ่น

ใจหายคนเลิกหนุน “ลุงตู่” มากขึ้น

ด้านซูเปอร์โพล เปิดผลสำรวจความเห็น เรื่องยุบสภา หรือปรับรัฐมนตรี จากประชาชน 1,437 คน พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 79.2 เห็นว่ายุบสภาจะช่วยแก้สถานการณ์ต่างๆได้ มีร้อยละ 20.8 เห็นว่าปรับ ครม. ช่วยได้ เมื่อถามถึงจุดยืนทางการเมืองของประชาชน พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 57.3 ไม่สนับสนุนรัฐบาล มีเพียงร้อยละ 21.8 ที่สนับสนุน และร้อยละ 20.9 ขอเป็นพลังเงียบ เมื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบมีแนวโน้มกลุ่มผู้ไม่สนับสนุนรัฐบาลเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง จากร้อยละ 39.1 ในช่วงอภิปรายเงินกู้ มาอยู่ที่ร้อยละ 52.2 ในช่วงกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐลาออก ร้อยละ 54.4 ในช่วงปลดล็อกโควิดครั้งแรก ร้อยละ 55.6 ในช่วงหลังต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และล่าสุดขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 57.3 ในช่วงสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ที่น่าพิจารณาคือ ทุกกลุ่มทั้งกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาล กลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาล เห็นตรงกันว่ากับสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน การยุบสภาคือทางออก

เปิดตัวชิงนายก อบจ.พิษณุโลก

วันเดียวกัน เวลา 07.00 น. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตลาดเทศบาล 1 (ตลาดใต้) อ.เมืองพิษณุโลก เปิดตัวนายณชพล พลอาสา ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.พิษณุโลก และทีมผู้สมัคร ส.อบจ.พิษณุโลก ที่คาดว่าจะมีการเลือกตั้งในช่วงปลายปีนี้ นายธนาธรกล่าวกับพ่อค้าแม่ค้าว่า ขอฝากคนรุ่นใหม่นายณชพล ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.ทีมเดียวกับตน คณะก้าวหน้าอยากให้ช่วยเลือกคนรุ่นใหม่มาทำงานให้กับเมืองพิษณุโลก โดยมีแฟนพันธุ์แท้ของนายธนาธรมารอต้อนรับและให้กำลังใจจำนวนมาก จากนั้นนายธนาธรไปดูการจัดการแก้ไขปัญหาขยะที่เทศบาลตำบลบ้านคลอง และดูงานเกษตรอินทรีย์ที่ ต.บ่อทอง อ.บางระกำ ก่อนไปร่วมเวทีเสวนาที่นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองการสื่อมวลชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการระดมความคิดประชาชนเกี่ยวกับการเมืองการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่โรงแรมเรือนแพรอยัลปาร์ค มีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 150 คน

Related Posts